วันอาทิตย์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2559

ดอนปู่ตา กับการอนุรักษ์ธรรมชาติ ตำบลรามราช

1. ความสำคัญของปัญหา
เมื่อประมาณสามทศวรรษที่ผ่านมา ภูมิภาคอีสานมีพื้นที่ป่าถึง 44 ล้านไร่เศษ แต่ปัจจุบันไม่น่าจะเหลือถึง 10 ล้านไร่ ค่อนข้างจะเห็นได้ชัดเจนว่า ในแต่ละปีป่าถูกทำลายไม่น้อยกว่า 1 ล้านไร่ หากไม่ช่วยกันรณรงค์เพื่ออนุรักษ์ไว้เสียตั้งแต่วันนี้ คาดว่าพื้นที่อีสานจะสิ้นสภาพป่าอย่างสิ้นเชิงในระยะเวลาอันใกล้ อันที่จริงมนุษย์มีความผูกพันอย่างเน้นแฟ้น จนไม่อาจจะแยกป่าออกจากวงจรชีวิตได้
ป่าเป็นสังคมของพืช สัตว์ และมนุษย์ เป็นแหล่งกำเนิด แหล่งขยายพันธุ์ เป็นต้นน้ำ ลำธาร เป็นขุมทรัพย์แร่ธาตุ ผลิตผลพืชพันธุ์หลายชนิด ทั้งอาหารเครื่องใช้ไม่สอย ตลอดจนยาสมุนไพรที่เกี่ยวโยงผูกพันเกี่ยวกับการสอดคล้องต่อเนื่องมานานนับศตวรรษ สภาพป่าอีสานที่เป็นอยู่ มีสองประเภทกล่าวคือ ป่าหลวงซึ่งเป็นป่าขนาดใหญ่มีอาณาเขตกว้างขวางมีลักษณะเป็นดงทึบ มักอยู่ห่างไกลชุมชน อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพันธุ์และสัตว์ป่าหลากหลายชนิด และ ป่าวัฒนธรรมอันเป็นผืนป่าส่วนรวมของชุมชน ซึ่งชุมชนได้ร่วมกันกำหนดขอบเขตปริมณฑลขึ้นตามความจำเป็นในการดำรงชีพตามแบบอย่าง กรอบจารีตประเพณีอีสาน ป่าวัฒนธรรมจึงเป็นป่าที่มีบริเวณอยู่รอบชุมชน มีพื้นที่ไม่มากนักแต่ชาวบ้านจะพึ่งพาได้ค่อนข้างเต็มรูปแบบ และมีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไป ตามลักษณะสภาพที่เป็นจริง หรือตามประโยชน์ใช้สอย เช่น ป่าปู่ตา ป่าช้า ป่าทำเลเลี้ยงสัตว์ ป่าวัดป่า เป็นต้น อาจกล่าวได้ว่า ป่าไม่ว่าจะเป็นปะเภทใดก็ตาม จัดเป็นระบบนิเวศวิทยาที่ธรรมชาติได้จัดสรรไว้อย่างกลมกลืน สอดคล้องและสมดุลไม่ว่าจะเป็นพืช สัตว์ หรือมนุษย์ต่างก็ได้พึ่งพาอาศัยเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันเสมอมา
ไม้ใหญ่น้อย ไม่เถา ไม้เลื้อย รวมไปถึงผลิตผลป่าด้านอื่นๆ มีเห็ดชนิดต่างๆทั้งเห็ดปลวก เห็ดผึ้ง เห็ดระโงก เห็ดเผาะ เห็ดไค เห็ดดิน เห็ดขอน เห็ดขาว หรืออาหารพืชพันธุ์ผักประเภทผักหวาน ผักกูด ผักเม็ก ผักกระโดน สะเดา กะบก ผักติ้ว ดอกกระเจียว ยอดหวาย หน่อไม้ ก็มีให้เก็บเกี่ยวได้อย่างไม่ขาดมือ ดอกไม้ ผลไม้ป่า ก็มักจะแต้มสีสันแข่งขันกันประดับป่าได้อย่างเหมาะเจาะ ทั้งเงาะป่า มะม่วง มะเฟือง มะไฟ พลับ ตะโก ตะคร้อง หว้า มะหวด สมอ มะขามป้อม เป็นต้น แมลงจำพวก กุดจี่ แมงแครง กินูน แมงตับเต่า จักจั่น ตั๊กแตน แมงกี่ชอน แมงมัน ผึ้ง แตน ต่างดำเนินชีวิตไปตามเพศพันธุ์ ได้พึ่งพาอาศัยแมกไม้ทั้งดอก ผล ใบ ยอด ตามฤดูกาลแห่งพืชพันธุ์ทั้งปวง
                นอกจากนับถือพระพุทธศาสนา  ยึดมั่นปฏิบัติในฮีต 12 ครอง 14 แล้วยังมีดอนปู่ตาที่ชาวบ้านนับถือดอนปู่ตา (จ่ากะเตา) และชาวภูไท (ผู้ไท) รามราชยังนับถือเจ้า เช่น ผีพ่อแม่ ผีปู่ย่า ผีตายาย ผีบ้านผีเรือน ผีเจ้าที่เจ้าไร่ เจ้าป่าเจ้านา เจ้าห้วย เป็นต้น ผีบางตนจะเข้าสิงในร่างของผู้หญิงให้เป็นร่างทรง ถ้าไม่รับเอา ผีจะทำให้ผู้หญิงคนนั้นเจ็บไข้ไม่สบาย ใครเจ็บป่วยรักษาไม่หาย จะเชิญร่างทรงมาทำพิธีเสียงทาย (เยา) ว่าถูกผีตนใดกระทำ ด้วยประสงค์ดีหรือร้ายแต่อย่างไรจะต้องแก้บนด้วยอะไรคนป่วยจึงจะหาย เรียกวิธีนี้ว่า เยาคนป่วย


2. วัตถุประสงค์การศึกษา
1เพื่อศึกษาป่าของชุมชนที่อยู่ตำบลรามราช
2 เพื่อศึกษาความเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมและป่าตำบลรามราช
3 เพื่อนำความรู้ที่ได้ศึกษาจากห้องเรียน ไปปรับใช้ในการลงศึกษาวัฒนธรรมประเพณีและบริบททางสังคมของชุมชนชาวตำบลรามราช

3. วิธีการศึกษา
3.1 ขอบเขตการศึกษา
 1. ขอบเขตด้านพื้นที่ป่าตำบลรามราช อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม 
           2. ขอบเขตด้านเนื้อหา ศึกษาป่าประเพณีและวัฒนธรรมที่มีส่วนในการช่วยอนุรักษ์ผืนป่าให้อุดมสมบูรณ์ ว่าสภาพทั่วไปเป็นอย่างไร
3. ขอบเขตด้านระยะเวลา เริ่มทำการการศึกษาตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2559 ถึงวันที่ 30 มีนาคม 2559

3.2 ระยะเวลาในการศึกษา
          เริ่มทำการศึกษาตั้งแต่วันที่ 1  เมษายน 2559  ถึงวันที่ 17 เมษายน 2559 รวมระยะเวลาที่ใช้ในการศึกษาทั้งสิ้น 17  วัน

3.3 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
          1. ประโยชน์เชิงวิชาการ ได้เรียนรู้ป่าที่มีอยู่ในชุมชนของตำบลรามราช อีกทั้งยังรู้เกี่ยวกับประเพณีและวัฒนธรรมที่มีส่วนช่วยในการรักษาผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์
          2. ประโยชน์เชิงพัฒนา จะทำให้เกิดประโยชน์กับตัวนักศึกษา คือ นักศึกษาได้ฝึกในการลงพื้นที่ในการศึกษาวัฒนธรรมประเพณีภายในชุมชน เกิดการเรียนรู้ของนักศึกษาเองและยังสามารถนำความรู้ที่ได้ศึกษาในการลงพื้นที่ป่าของชุมชนไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันหรืออนาคตข้างหน้าได้และจะทำให้เกิดประโยชน์กับชุมชน

4. ดอนปู่ตาที่ชาวบ้านนับถือ  (จ่ากะเตา)
เงื่อนไขผูกพันระหว่างผีกับป่า ในการเริ่มแรกตั้งชุมชนของชาวอีสานนั้น มักจะมีครอบครัวเครือญาติเพียงไม่กี่ครอบครัวเข้ามาบุกร้างถางพง ปลูกสร้างบ้านเรือนและยึดพื้นที่ทำไร่นา สิ่งสำคัญที่ทุกชุมชนไม่ลืมจะเป็นเรื่องการกำหนดเขตพื้นที่ป่าทึบออกเป็นสามส่วน ส่วนหนึ่งให้เป็นพื้นที่พำนักอาศัยของผีบรรพชน ผีปู่ตาโดยสร้างเรือน โรง หรือศาล (ตูบ) ให้หนึ่งหรือสองหลังอยู่ในทิศทางที่ต่างกันตามความเหมาะสม โดยทั่วไปแล้วมักนิยมให้อยู่ด้านทิศตะวันออกของชุมชน บริเวณป่าอีกส่วนหนึ่งจะกำหนดให้อยู่ด้านทิศเหนือ หรือทิศใต้ของชุมชน เป็นป่าสำหรับเลี้ยงสัตว์จำพวก วัว ควาย หรือสัตว์ใช้งานอื่น ซึ่งเรียกว่า ป่าทำเลเลี้ยงสัตว์
โดยเฉพาะการกำหนดเลือกพื้นที่อยู่อาศัยของผีปู่ตานั้นต้องให้พื้นที่เป็นเนินสูง โนนโคกหรือดอน ซึ่งน้ำท่วมไม่ถึง มีสภาพป่าหนาทึบ ร่มครึ้ม มีสัตว์ป่าชุกชุมหลากหลายพันธุ์ มีบรรยากาศน่าสะพรึงกลัว ทั้งเสียงร้ององส่ำสัตว์ คลุกเคล้าประสานไปกับเสียงเสียดของต้นไม้เครือเถาทั้งปวง ซึ่งทำให้อาณาเขต ปู่ตา” “ดอนปู่ตาหรือ ดงปู่ตาดูขลังและศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก
เรือน โรง หอ หรือโรงศาลที่ต้องสร้างไว้เป็นที่พักอาศัยของผีปู่ตานั้น บางทีก็เรียกว่า หอปู่ตา” “ศาลปู่ตา” “ตูบปู่ตาหรือ โฮงปู่ตานิยมสร้างกันเป็นสองลักษณะกล่าวคือ ใช้เสาหลักเพียงตัวเดียวเหมือนศาลพระภูมิทั่วๆไป แล้วสร้างเป็นเรือนยอดบนปลายเสากับใช้เสาสี่ต้นแล้วสร้างโรง เรือน หรือศาลาให้มีห้องขนาดเล็กหรือใหญ่ตามต้องการ โดยทั่วไปแล้วจะมีห้องโถงเพียงห้องเดียว และภายในห้องนั้นต้องให้บริเวณสำหรับเป็นที่วางสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็น พร้อมทั้งวัสดุที่แกะสลักด้วยไม้หรือรูปปั้น ตามที่เชื่อถือกันว่าเป็นสิ่งของที่มีผีปู่ตาต้องการ เช่น เป็นรูปคน สัตว์ ข้าทาส และบริวาร ตลอดจนเครื่องมือเครื่องใช้จำเป็นไว้สำหรับให้ผีปู่ตาได้ใช้สอยไม่ขาดแคลน ส่วนด้านหน้าตูบหรือศาล มักจะสร้างให้มีชานยื่นออกมาสำหรับเป็นที่ตั้งหรือวางเครื่องบูชาและเครื่องเซ่นสังเวยไว้ด้วย
นอกจากนับถือพระพุทธศาสนา  ยึดมั่นปฏิบัติในฮีต 12 ครอง 14 แล้วภูไท(ผู้ไท)รามราชยังนับถือเจ้า เช่น ผีพ่อแม่ ผีปู่ย่า ผีตายาย ผีบ้านผีเรือน ผีเจ้าที่เจ้าไร่ เจ้าป่าเจ้านา เจ้าห้วย เป็นต้น ผีบางตนจะเข้าสิงในร่างของผู้หญิงให้เป็นร่างทรง ถ้าไม่รับเอา ผีจะทำให้ผู้หญิงคนนั้นเจ็บไข้ไม่สบาย ใครเจ็บป่วยรักษาไม่หาย จะเชิญร่างทรงมาทำพิธีเสียงทาย (เยา) ว่าถูกผีตนใดกระทำ ด้วยประสงค์ดีหรือร้ายแต่อย่างไรจะต้องแก้บนด้วยอะไรคนป่วยจึงจะหาย เรียกวิธีนี้ว่า เยาคนป่วย
ในบริเวณป่าไม้ใกล้หมู่บ้าน มีศาลเจ้าหอปู่ตาเป็นที่สิงสถิตของเจ้าพ่อปู่ตาในหมู่บ้านมี พ่อหมอเป็นกวนจ้ำ ทำหน้าที่สื่อสารระหว่างชาวบ้านกับเจ้าพ่อปู่ตาใครเจ็บป่วยจะไปบนบานให้หายเจ็บป่วยใครจะไปค้าขายหรือทำงานต่างถิ่น จะไปบอกลาและบอกกล่าวให้ตามไปปกปักรักษาโดยผ่านพ่อหมอก่อนเมื่อหายป่วย หรือกลับจากค้าขาย ทำงานกลับมาโดยปลอดภัย จะนำหมู ไก่พร้อมเหล้า 1ขวดไปถวายเจ้าปู่ตาโดยผ่านพ่อหมอ (กวนจ้ำ) เรียกการไปบนครั้งแรกว่า (คอบ) และเรียกการไปแก้บน   และครั้งสอง  เรียกว่า  แก้บะ”  โดยไปทำพิธีที่บ้านพ่อหมอ (กวนจ้ำ)
       เมื่อถึงฤดูฝนก่อนชาวบ้านจะลงทำนา  จะมีพิธีเลี้ยงผีปู่ตาเส้นไหว้สังเวยด้วยหมู ไก่และสุราที่ศาลเจ้าพ่อปู่ตา พ่อหมอ (กวนจ้ำ) จะนำอาหารที่ทำจากหมู ไก่และสุราเส้นไหว้สังเวย บอกกล่าวให้เจ้าพ่อปู่ตามารับของสังเวยแล้วคลบันดาลให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมบูรณ์ เสร็จพิธีจะยกอาหารและสุรามาร่วมกันรับประทานระหว่างผู้ไปร่วมงาน เรียกพิธีนี้ว่า เลี้ยงหอปู่ตา”  และจะมีพิธีเลี้ยง เซ่นไหว้ครั้งใหญ่ทุกสามปี ซึ้งเป็นพิธีที่ใหญ่โตพอสมควร ประชาชนทุกคนในหมู่บ้านจะออกเงินกันซื้อควาย 1 ตัวพร้อมด้วยสุราเป็นของเซ่นไหว้ เมื่อถึงวันกำหนดทำพิธีทุกครัวเรือนละ 1 คนจะไปร่วมพิธีนำควายไปฆ่าที่ดอนหอปู่ตาแล้วแยกเนื้อส่วนหนึ่งสำหรับเซ่นไหว้ จะแจกเนื้อให้แก่ผู้ไปร่วมในพิธีประกอบเป็นอาหารรับประทานเป็นกลุ่มๆ ตามป่าหรือท้องไร้ท้องนาห้ามนำเข้าไปปรุงเป็นอาหารรับประทานที่บ้านเรียกประเพณีนี้ว่า สองปีฮามสามปีเลี้ยง
เวลาใครมีงานหนักหรือเร่งด่วน เช่น ปลูกสร้างบ้าน ปักดำนา เก็บเกี่ยวข้าวเป็นต้น จะมีการขอแรงเพื่อนบ้านให้มาช่วย ผู้ได้รับการขอร้องจะไปช่วยทำงานให้โดยไม่คิดค่าแรงงาน เพียงแต่เจ้าของงานนำข้าวปลาอาหารไปรับรองเลี้ยงดุผู้ไปช่วยงานเรียกประเพณีนี้ว่า นาวาน
เมื่อมีการจัดงานต่างๆเช่น งานขึ้นบ้านใหม่ งานบวชนาค งานแต่งงานเป็นต้น เจ้าภาพจะบอกกล่าวเชื้อเชิญญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านไปร่วมงานด้วยวาจา ไม่มีการแจกบัตรเชิญ ผู้ได้รับเชิญจะไปร่วมงานด้วยความเต็มใจ โดยเฉพาะงานศพ จะไม่มีการบอกกล่าวเลย บ้านใครมีคนตายและมีการตั้งศพบำเพ็ญกุศลจะมีการบอกกล่าวต่อๆกันไป ทุกคนจะไปร่วมงานโดยไม่มีการเลือกที่รักมักที่ชังเป็นญาติพี่น้องหรือไม่ตอนกลางคืนจะมีการคบงันอยู่เป็นเพื่อนเจ้าภาพมีการละเล่นต่างๆ เป็นการแก้ง่วงเหงาหาวนอนจนดึกดื่น(บางคนถึงสว่าง) เรียกประเพณีนี้ว่า งันเฮือนดี

5. ความสำคัญของประเพณีเลี้ยงปู่ตา
1.เป็นความเชื่อของชาวบ้านที่ถือมาตั้งแต่บรรพบุรุษหากไม่ทำตามเชื่อว่าจะเกิดอาเพส
2.เจ้าปู่ตานั้นชาวบ้านถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ควรเคารพท่านปกปักรักษาชาวบ้านรามราชทั้งที่อยู่ในหมู่บ้านและนอกหมู่บ้าน
3.บริเวณดอนปู่ตาเป็นสถานที่ที่ชาวบ้านไม่กล้าตัดไม้ทำลายป่าเพราะกลัวอาถรรพ์
4.เป็นการสร้างความสามัคคีของชาวบ้านเมื่อครั้งที่มีการประกอบพิธีกรรมชาวบ้านจะมีความร่วมมือเป็นอย่างดีไม่แบ่งพรรคแบ่งพวกแต่ทุกคนมีเป้าหมายเดียวกัน  และเป็นลูกหลานปู่ตาเหมือนกันหมด
5.เป็นการสืบทอดค่านิยมที่ดีงามเพราะในการทำพิธีดังกล่าวนี้ชาวบ้านจะถือโอกาสสอนลูกหลานในการรักษาและประพฤติความดี  และเป็นพิธีกรรมที่สะท้อนให้เห็นถึงเอกลักษณ์ของชาวบ้านรามราช

6. ภาวะอำนาจและการยอมรับ
ชาวบ้านมีความเชื่อในเรื่องอำนาจของผีบรรพชนและป่าดอนปู่ตาอย่างจริงจัง ปฏิบัติ ยึดถือ และละเว้นอย่างเคร่งครัด เป็นต้นว่า จะไม่มีชาวบ้านคนใดเข้าไปตัดต้นไม้หรือจับสัตว์น้ำโดยเฉพาะเต่า ตะพาบน้ำ ตะกวด เป็นต้น ซึ่งชาวบ้านคนใดเข้าไปตัดไม้หรือจับสัตว์น้ำโดยฝ่าฝืนบุคคลนั้นก็จะมีอันเป็นไปต่างๆตามที่ผีปู่ตาบันดาลให้เป็นไป ป่าดอนปู่ตาบางแห่งยังมีข้อห้ามสำหรับกิจกรรมที่ไม่เหมาะสมทั้งปวง เป็นต้นว่า ห้ามหนุ่มสาวมาพลอดรักในบริเวณป่าดอนปู่ตา ห้ามปัสสาวะหรืออุจจาระในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์นี้แม้เดินทางผ่านก็จะต้องแสดงความเคารพเสมอ อันที่จริงความเชื่อเกี่ยวกับผีดอนปู่ตาของชาวบ้านนั้น ค่อนข้างจะส่งผลให้ชาวบ้านเชื่อว่าหากล่วงละเมิดต่อป่าดอนปู่ตา ผีปู่ตาจะโกรธและบันดาลให้เกิดผลร้ายขึ้นแก่ชุมชน และคนในหมู่บ้านไม่ยกเว้นแม้นะเป็นสัตว์เลี้ยงก็ตาม ทั้งนี้เนื่องจากชาวบ้านได้เคยประสบพบเห็นมาแล้ว และเล่าสืบต่อกันมา ชาวบ้านจึงเชื่อถือและยอมรับว่าดอนปู่ตาและผีปู่ตา เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของหมู่บ้านที่ผู้ใดจะล่วงละเมิดมิได้
ข้อห้ามและข้อปฏิบัติกับปู่ตานั้น ถือว่าเป็นกฎระเบียบที่ทุกคนในชุมชนต้องยอมรับพร้อมกับปฏิบัติตามโดยเคร่งครัด มิฉะนั้นจะถูกลงโทษโดยมติชาวบ้าน นอกจากนี้ยังเชื่อว่าหากบุคคลใดไม่ปฏิบัติตาม หรือแสดงกิริยาอาการอันสื่อแสดงว่าดูถูกสถาบันดอนปู่ตา หรือไม่ยอมรับภาวะอำนาจของผีปู่ตาลงโทษไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เป็นต้นว่าให้เกิดอุบัติเหตุต่างๆ เกิดอาการปวดท้อง ปวดศีรษะ เป็นไข้ เจ็บแขนขา หรือเกิดการอาเจียนตลอดเวลา และบางรายอาจถึงกับเสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือสุดที่แพทย์วินิจฉัยได้ ซึ่งชุมชนก็เชื่อว่าลักษณะดังกล่าวเป็นอำนาจของผีปู่ตาที่บันดาลให้เกิดขึ้น
ข้อห้ามต่างๆในแต่ละชุมชนนั้นอาจกำหนดขึ้นจากมติที่ประชุมของชาวบ้าน หรือเฒ่าจ้ำจะเป็นผู้กำหนดขึ้นมาเองก็ได้ตามคำขอของผีปู่ตา ซึ่งได้มาเข้าฝันเฒ่าจ้ำให้กำหนดข้อห้ามต่างๆ ขึ้นมาเป็นต้นว่าห้ามผู้ใดยึดครองพื้นที่บริเวณป่าดอนปู่ตา หรือห้ามจับจองทรัพยากรต่างๆ ในอาณาบริเวณป่าดอนปู่ตา เพื่อเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวโดยเด็ดขาด
1.ห้ามจับสัตว์ทุกประเภทในบริเวณดอนปู่ตา ให้ถือว่าเป็นเขตอภัยทาน บ้างก็เชื่อว่าสัตว์เล็ก สัตว์ใหญ่ ที่อยู่อาศัยในบริเวณดอนปู่ตาคือบริวารของท่าน ห้ามผู้ใดล่าสัตว์เด็ดขาด จึงมักพบเสมอว่าในพื้นที่ดอนปู่ตาจะมีสัตว์หลายประเภทอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก
2. ห้ามตัดไม้ทุกชนิดในป่าปู่ตา จนกว่าจะได้รับอนุญาตจากเฒ่าจ้ำหรือได้รับอนุญาตจากมติของชาวบ้าน จึงจะสามารถเข้าไปตัดไม้มาใช้ประโยชน์ได้ ในบางพื้นที่มีเงื่อนไขว่าจะต้องปลูกต้นไม้ชดเชย 1 ต้น หรือมากกว่านั้นในกรณีที่ตัดมา 1 ต้น
3. ห้ามแสดงกิริยาและพฤติกรรมอันไม่เหมาะสมต่อสถานที่ เช่น ปัสสาวะ อุจจาระ ในเขตพื้นที่ดอนปู่ตา
4. ห้ามประพฤติตนในเชิงกามารมณ์ในดอนปู่ตา หรือมั่วสุมเสพของมึนเมา เพราะถือว่ามีเจตนาไม่เคารพต่อปู่ตาห้ามลบหลู่และกล่าววาจาใดที่ส่อเจตนาไม่เคารพปู่ตา
ด้วยเหตุที่มีข้อห้ามเหล่านี้ พื้นที่ดอนปู่ตาจึงมักเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ มีต้นไม้หนาแน่น มีสัตว์อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ดอนปู่ตาจึงกลายเป็นวิธีการบริหารจัดการการใช้ทรัพยากรของชุมชนได้อย่างคุ้มค่าที่สุด

7. ประวัติตำบลรามราชโดยสังเขป
บ้านรามราชเป็นหมู่บ้านที่มีประวัติความเป็นมาที่เกี่ยวเนื่องกับประเทศลาวเนื่องจากบรรพบุรุษเป็นชาวลาวที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่ประเทศไทยไม่ใช่กลุ่มคนลาวที่ถูกกวาดต้อนมา  ประเพณีหลายอย่างจึงเกี่ยวข้องและมีวัฒนธรรมการดำรงชีวิตหลายอย่างที่คล้ายกับประเทศลาว  ทั้งการสร้างวัด  การเลี้ยงหอ  การนับถือผีปู่ตา  สำเนียงภาษาที่ใกล้เคียงกับประเทศลาวมาก
จากอดีตจนถึงปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงหลายด้าน  ประเพณีที่ดีงามหลายอย่างถูกกลืนกลายมาเป็นวัฒนธรรมตามแบบอย่างไทย  ลูกหลานมีการรับเอาวัฒนธรรมของต่างชาติมาใช้ในการดำรงชีวิต  แต่จากการเปลี่ยนแปลงหลายด้านรวมทั้งการพัฒนาจากภาครัฐนี้เองทำให้หมู่บ้านมีความเจริญขึ้นตลอดจนมีความปลอดภัยในชีวิตมากขึ้น  และการพัฒนาส่วนหนึ่งนี้ทำให้โรงเรียนเป็นที่ยอมรับในระดับทางราชการโดยมีการส่งนักเรียนเข้าแข่งขันในงานทักษะทางวิชาการด้วยความสำเร็จเล่านี้มาจากการร่วมมือของคนในชุมชนในการให้ความช่วยเหลือด้วยจึงเป็นความสัมพันธ์อันดีที่จะนำไปสู่การพัฒนาโรงเรียนให้มีความเจริญก้าวหน้า   ความสัมพันธ์อันดีระหว่างโรงเรียนกับชุมชนจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อโรงเรียนมีการเข้าหาชุมชน  ครูสร้างความสัมพันธ์อันดีกับชุมชน  และชุมชนจะต้องเปิดโอกาสให้กับโรงเรียน  ตลอดจนมีเป้าหมายร่วมกันนั่นคือ  การพัฒนาลูกหลานในหมู่บ้านให้เป็นพลเมืองที่ดีของประเทศชาติ

8. ศักยภาพของชุมชน
เนื่องจากพื้นที่ป่าดอนปู่ตาส่วนใหญ่ อยู่ในชุมชนที่ห่างไกลความเจริญ ความเชื่อดั้งเดิมจึงยังคงฝังรากลึกอยู่ในจิตใจของผู้คน ชาวบ้านส่วนใหญ่เชื่อและศรัทธาในสถาบันดอนปู่ตาอย่างจริงจัง แม้ว่าบางคนจะเชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง แต่ก็ยอมปฏิบัติตนต่อข้อห้ามที่ชาวบ้านได้ร่วมกันกำหนดขึ้นมาโดยดี ข้อห้ามต่างๆ เช่น ห้ามตัดไม้ ห้ามล่าสัตว์ หรือแม้แต่ห้ามประพฤติปฏิบัติสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม ในพื้นที่อาณาบริเวณดอนปู่ตา ด้วยเหตุดังกล่าวทำให้ชาวบ้านทุกคนเคารพในสิทธิส่วนบุคคลไม่ก้าวก่ายซึ่งกันและกัน และต่างก็ให้เกียรติกันเป็นสำคัญ อาจกล่าวได้ว่า ผีปู่ตาสามารถกำหนดบทบาทพฤติกรรม อันเป็นศักยภาพของชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สถาบันป่าดอนปู่ตายังถือเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้าน เฒ่าจ้ำเป็นผู้สื่อสารนำคำสั่งสอนของปู่ตามมาอบรมสั่งสอนชาวบ้าน ให้ทุกคนยึดมั่นในจริยธรรม ช่วยเหลือเกื้อกูลต่อกัน ดังนั้นชาวบ้านจึงมักจะรักใคร่สามัคคี เมื่อคราวมีกิจกรรมส่วนรวม ก็จะให้ความร่วมมือกันอย่างดี จากอดีตที่ยาวนานจนถึงปัจจุบันพบว่า บริเวณป่าดอนปู่ตานั้น ชาวบ้านยังให้ความเคารพและเกรงกลัวมาก
อนึ่ง การลงโทษของผีปู่ตานั้น ดูเหมือนว่าจะมิได้มุ่งก่อให้เกิดความเสียหายอย่างจริงจังนักแต่ เพื่อเป็นการสั่งสอนให้คนรู้จักกระทำในสิ่งที่ถูกที่ควรเท่านั้น ป่าดอนปู่ตาจึงเป็นสถาบันทางสังคมที่สำคัญของหมู่บ้านชนบทอีสาน ด้วยถือว่าเป็นที่สิงสถิตวิญญาณของบรรพชนจากอดีต เป็นผู้ให้ความคุ้มครองป้องกันภัยพิบัติทั้งปวง แผ่อำนาจบันดาลให้ชาวบ้านอยู่อย่างเป็นสุขและยังคุ้มครองป้องกันภับพิบัติทั้งปวง แผ่อำนาจบันดาลให้ชาวบ้านอยู่อย่างเป็นสุขและยังคุ้มครองไปถึงทรัพย์สิน ไร่ นา วัว ควาย อันเป็นทรัพย์สินสมบัติของคนในหมู่บ้านไม่ให้ถูกลักขโมยหรือสูญสลายอีกด้วย นอกจากนี้ยังป้องกันชาวบ้านมิให้ประพฤติปฏิบัติผิดครรลองครองธรรม โดยยกเอาผีปู่ตามาเป็นข้อบังคับให้ชาวบ้านอยู่ในกรอบประเพณีอันดีงามของสังคม เพื่อให้อยู่ร่าวมกันโดยสงบสุข ป่าดอนปู่ตายังเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ชาวบ้านจำไม่เข้าไปตัดไม้ทำลายทรัพยากรป่าหรือทำอันตรายสัตว์ที่อยู่บริเวณนั้น ยกเว้นกรณีที่ได้รับอนุญาตแล้วแต่ก็ปฏิบัติด้วยความเชื่อถือเคารพและศัรทธา ดอนปู่ตาจึงเสมือนเป็นวนอุทยานหรือสวนป่าสาธารณะของหมู่บ้าน
บางกรณี ชาวบ้านอาจบนบาน (การบ๋า) ขอร้องหรือความอนุเคราะห์จากผีปู่ตาให้อำเภอประโยชน์หรือขจัดปัดเป่า ความทุกข์ร้อนที่พึ่งมีในขณะนั้นและเมื่อทุกอย่างคลี่คลาย หรือประสบผลสำเร็จก็จำเป็นต้องมาทำพิธีแบน (การปลงบ๋า) ซึ่งจำเป็นต้องนำเครื่องเซ่นมาถวายโดยมีเฒ่าจ้ำ เป็นผู้ซึ่งบอกกล่าวทำพิธีอีกเช่นกัน
อาจกล่าวได้ว่า ผีปู่ตา เฒ่าจ้ำ และชุมชน เป็นองค์ประกอบประสานร่วมกันของสังคม อันที่จะผลักดันให้ชุมชนเกิดแรงศรัทธา ความเชื่อ ความสามัคคี ที่จะสืบทอดเจตนารมณ์ของบรรพชนในการอนุรักษ์ทรัพยากร ดงปู่ตาซึ่งเป็นสาธารณะสมบัติส่วนรวมของชุมชนนอกจากนี้ลักษณะพิธีกรรมเกี่ยวกับการเลี้ยงผีปู่ตา หรือการบ๋าก็ตาม เป็นเงื่อนไขที่อาจแสดงให้เห็นถึงปัจจัยทางด้านวัฒนธรรมการกินอยู่ ความอุดมสมบูรณ์ด้านเกษตรกรรม และความมุ่งหวังในอนาคตเพื่อปรับสภาวะจิตใจให้มั่นคงจากผลอันเกิดจากการเสี่ยงทายที่เป็นไปในลักษณะใดก็ได้ ทั้งนี้เพื่อจะได้เตรียมรับสถานการณ์อันอาจจะเกิดขึ้นโดยไม่ประมาท

9. วิธีการในการศึกษา
          1. สัมภาษณ์ นางจูมมะณี ตันสาย
          2. หาข้อมูลจากองค์การบริหารส่วนตำบลรามราช
          3. ศึกษาสภาพป่าภายในตำบลรามราชและนำมาวิเคราะห์
10.  ผลที่เกิดขึ้นจากการที่มีดอนปู่ตา
1.ห้ามจับสัตว์ทุกประเภทในบริเวณดอนปู่ตา ให้ถือว่าเป็นเขตอภัยทาน บ้างก็เชื่อว่าสัตว์เล็ก สัตว์ใหญ่ ที่อยู่อาศัยในบริเวณดอนปู่ตาคือบริวารของท่าน ห้ามผู้ใดล่าสัตว์เด็ดขาด จึงมักพบเสมอว่าในพื้นที่ดอนปู่ตาจะมีสัตว์หลายประเภทอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก
2. ห้ามตัดไม้ทุกชนิดในป่าปู่ตา จนกว่าจะได้รับอนุญาตจากเฒ่าจ้ำหรือได้รับอนุญาตจากมติของชาวบ้าน จึงจะสามารถเข้าไปตัดไม้มาใช้ประโยชน์ได้ ในบางพื้นที่มีเงื่อนไขว่าจะต้องปลูกต้นไม้ชดเชย 1 ต้น หรือมากกว่านั้นในกรณีที่ตัดมา 1 ต้น
3. ห้ามแสดงกิริยาและพฤติกรรมอันไม่เหมาะสมต่อสถานที่ เช่น ปัสสาวะ อุจจาระ ในเขตพื้นที่ดอนปู่ตา
4. ห้ามประพฤติตนในเชิงกามารมณ์ในดอนปู่ตา หรือมั่วสุมเสพของมึนเมา เพราะถือว่ามีเจตนาไม่เคารพต่อปู่ตาห้ามลบหลู่ และกล่าววาจาใดที่ส่อเจตนาไม่เคารพปู่ตา

11. สรุป
สรุปลักษณะการใช้ประโยชน์จากดอนปู่ตา โดยทั่วไปนั้นมีอยู่ 2 ประการใหญ่ๆ กล่าวคือ
ประการแรก ใช้เป็นสถานที่ ในการประกอบพิธีกรรม โดยปกติแล้วดอนปู่ตา เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ อันเป็นที่เคารพ ยำเกรงของชาวบ้าน ชาวบ้านจะใช้ เป็นสถานที่ในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ อันเกี่ยวกับ ความศรัทธา ที่มีต่อผีปู่ตา พิธีกรรมต่างๆ เช่น พิธีกรรมเลี้ยงประจำปี ในเดือนสาม และเดือนหก ซึ่งเรียกว่า "เลี้ยงขึ้น" (เป็นการเลี้ยง เมื่อเสร็จสิ้นการเก็บเกี่ยว) และ "เลี้ยงลง" (เป็นการเลี้ยง เมื่อจะเริ่มต้นฤดูการปักดำ) นอกจากนี้ มีพิธีการเสี่ยงทาย สภาพดิน ฟ้า อากาศ ก่อนจะเริ่มต้นไถหว่าน และพิธีบนบาน เฉพาะราย (ชาวอีสานเรียกว่า "บ๋า") ซึ่งทุกพิธีกรรม จะมีการเซ่นไหว้บูชา และเลี้ยงดู ด้วยสำนึกในพระคุณ พร้อมกับอันเชิญบวงสรวง ผีปู่ตา ให้มาช่วยดลบันดาล ให้ชาวบ้านอยู่ดีกินดี มีสุขโดยทั่วหน้า นอกจากจะใช้ เป็นสถานที่ประกอบ พิธีดังกล่าว ดอนปู่ตาบางพื้นที่ ยังใช้เป็นสถานที่เผาศพ ในบางโอกาสอีกด้วย

ประการที่สอง เป็นสถานที่ใช้ประโยชน์ทั่วๆ ไป ของชุมชน เช่น เลี้ยงสัตว์ ประเภทวัว ควาย ชุมชนอาจร่วมมือกัน จับสัตว์น้ำตามหนองน้ำ ในบริเวณป่าดอนปู่ตา โดยเงื่อนไข ในป่าดอนปู่ตาเหล่านี้ มีต้นไม้ประเภทต่างๆ มีพืชพันธุ์ผัก เห็ด แมลง พืชสมุนไพร เป็นต้น คนในชุมชน สามารถขออนุญาต ตัดไม้ ค้นหาเก็บผลิตผลป่ามาสร้างบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ตามความจำเป็นเฉพาะราย บางบ้านเก็บใบตอง ของไม้บางชนิด มาเย็บเป็นฝากั้นห้อง หรือแม้แต่ใช้เศษไม้และกิ่งไม้มาเป็นเชื้อเพลิง ตลอดจนทำเป็น ไม้หลักสำหรับพืชประเภทแตงกวา แตงร้าน เป็นต้น ซึ่งการใช้ประโยชน์ดังกล่าว ต้องได้รับความยินยอม จากกรรมการหมู่บ้าน และเฒ่าจ้ำ ด้วยเหตุที่มีข้อห้ามเหล่านี้ พื้นที่ดอนปู่ตาจึงมักเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ มีต้นไม้หนาแน่น มีสัตว์อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ดอนปู่ตาจึงกลายเป็นวิธีการบริหารจัดการการใช้ทรัพยากรของชุมชนได้อย่างคุ้มค่า ทำให้ชุมชนมีกฎมีระเบียบที่ยึดถือและปฏิบัติกันเป็นระบบของสังคม

2 ความคิดเห็น:

  1. ความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนลบ

    ตอบลบ
  2. การศึกษาถึงมรดกทางวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นชาวอีสาน ด้านศาลปู่ตา ในอดีตกาลโบราณตามความเชื่อบรรพบุรุษสืบต่อกันมา เป็นกุุศโลบายทางภูมิปัญญาเพื่อปกป้องรักษาป่าที่น่าทึ่งของชุมชนชาวบ้านในอดีต และก็ได้ผลดีป่าชุมชนยังคงอยู่อย่างยั่งยืนมาถึงทุกวันนี้ แต่การศึกษาของป่าชุมชนในบางท้องที่ มีความเชื่อที่เพี้ยนๆไปก็มี ทุกวันนี้มีอบายมุข เข้ามาเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมประเพณีด้วยการตั้งวงดื่มสุราของมึนเมา แถมยังมีวงการพนันในป่าก็มีอีกด้วย ทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ลดลง ความเชื่อความศรัธทราเสื่อมถอยลงไป เพราะการไม่เคารพกติกาและกฎของสังคม หาข้ออ้างเล่นพนัน ดื่มสุราว่าเป็นการเฉลิมฉลองอะไรประมาณนั้น มันจึงกลายเป็นปัญหาว่า กิจกรรมพิธีในรอบปีที่จัดมักทำความเดือดร้อนรำคาญซึ่งมาจากอบายมุขต่างๆ ที่จัดเสริมขึ้นมาระหว่างกิจกรรมพิธีนี่แหละ...ซึ่งในสมัยอดีตโบราณไม่มีเช่นนี้แน่นอน..ระวังกันมากเรื่องอบายมุขในช่วงทำพิธีกรรมประจำปี

    ตอบลบ